จัดเตรียมอุปกรณ์ทำสบู่

1. เตรียมส่วนผสม: สบู่สกัดเย็นทำมาจากน้ำมัน, สบู่และด่าง เมื่อเราผสมส่วนผสมเหล่านี้เข้าด้วยกันและตั้งไว้ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม มันก็จะจับตัวกันเป็นก้อน กระบวนการนี้เรียกว่า “สะพอ” หลังจากนั้นเราก็ไปหาอุปกรณ์ทำสบู่ต่อไปนี้ตามร้านขายอุปกรณ์หัตถกรรมหรือร้านขาย ของชำ

2. เตรียมพื้นที่สำหรับการทำสบู่ เพียงแค่หาพื้นที่โล่งๆ ในห้องครัว เนื่องจากเราต้องอาศัยความร้อนจากเตาสำหรับส่วนผสมต่างๆ และเนื่องจากคุณจะต้องใช้ด่างและสารเคมีที่มีอันตราย จึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าในบริเวณรอบๆ ที่คุณจะทำสบู่นั้นไม่มีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยง หลังจากนั้นก็หากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูโต๊ะหรือพื้นที่ที่คุณเลือกไว้ และจัดเตรียมอุปกรณ์ทำสบู่ ซึ่งคุณสามารถหาซื้อออนไลน์ได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือร้านหัตถกรรมใกล้ๆ บ้าน

· แว่นตาเพื่อความปลอดภัย และถุงมือยาง
· เครื่องชั่งน้ำหนัก
· กาต้มน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่ ไม่ควรใช้อลูมิเนียม และหม้อที่พื้นผิวไม่เรียบ
· เหยือกแก้วหรือพลาสติกปากกว้าง สำหรับใส่น้ำและด่าง
· แก้วหรือถ้วยพลาสติกสำหรับตวง 2 ใบ
· ช้อนไม้หรือช้อนพลาสติก
· เครื่องปั่น จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก แต่ว่ามันสามารถช่วยร่นระยะเวลาในการกวนส่วนผสมได้
· เทอร์โมมิเตอร์แบบแท่งแก้ว 2 อัน ที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 80-100 องศาฟาเรนไฮน์
· แม่พิมพ์พลาสติกสำหรับการขึ้นรูปสบู่สกัดเย็น เราสามารถเปลี่ยนเป็นกล่องรองเท้า หรือแม่พิมพ์ไม้
· ผ้าขนหนูสำหรับทำความสะอาด

3. ศึกษาวิธีใช้ด่างอย่างปลอดภัย ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ด่างในการทำสบู่ เราควรอ่านวิธีใช้อย่างละเอียดเสียก่อน และควรปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับอันตรายจากด่าง ดังนี้

· ไม่ควรสัมผัสด่างโดยตรง หรือสัมผัสด้วยมือเปล่า เพราะจะทำให้ผิวหนังไหม้
· ควรสวมแว่นตาและถุงมือตลอดเวลาในขณะที่เรากำลังใช้งานด่างและสบู่ดิบ
· บริเวณที่เราอยู่ควรเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือเป็นพื้นที่ที่มีระบบระบายอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดควันจากด่าง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการคิดค้นและพัฒนาชุดทดสอบเครื่องสำอางอย่างง่าย

ในช่วง 5 ปีทีผ่านมายังคงพบเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้ทั้ง 3 ชนิด ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามกฎหมายใหม่ด้านเครื่องสำอาง ของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายเครื่องสำอางอาเซียน กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ดังนั้นผู้ประกอบการต้องแจ้งและจัดทำแฟ้มข้อมูลของผลิตภัณฑ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก่อนผลิตหรือนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้การติดตามกำกับดูแลและแก้ปัญหาการใช้สารห้ามใช้ในเครื่องสำอางได้อย่างคลอบคลุมอันตรายจากสารไฮโดรควิโนนทำให้ผู้ใช้เกิดอาการระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย กรดเรทิโนอิกหรือกรดวิตามินเอ อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดงแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และสารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย อาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลงเกิดพิษสะสมของสารปรอททำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบดังนั้นประชาชนควรมีความรู้ในการเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยอ่านฉลากเครื่องสำอางก่อนซื้อทุกครั้ง เลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีขนาดและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้ได้หมดภายในเวลาสมควร และก่อนใช้เครื่องสำอางควรอ่านฉลาก ปฏิบัติตามวิธีใช้ คำเตือน รวมทั้งทดสอบการแพ้ก่อนใช้

พร้อมกันนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการเฝ้าระวังและพัฒนาการตรวจวิเคราะห์เครื่องสำอางมาอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันได้มีการคิดค้นและพัฒนาชุดทดสอบเครื่องสำอางค์อย่างง่าย ประกอบด้วย ชุดทดสอบไฮโดรควิโนน ทราบผลภายใน 5 วินาที ชุดทดสอบปรอทแอมโมเนียในครีมทาหน้า ทราบผลภายใน 5 นาที และชุดทดสอบกรดเรทิโนอิกในเครื่องสำอาง (กรดวิตามิน เอ) ทราบผลภายใน 1 นาที ซึ่งสามารถใช้ชุดทดสอบเบื้องต้นว่าเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้หรือไม่และเพื่อลดความเสี่ยงของการได้รับอันตรายจากเครื่องสำอาง โดยเป็นชุดทดสอบที่ให้ผลรวดเร็ว วิธีการใช้ง่ายไม่จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่ชำนาญเฉพาะ สามารถนำไปใช้ภาคสนามได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบคุมครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุขสามารถนำไปใช้คัดกรอง ความไม่ปลอดภัยของเครื่องสำอางที่จำหน่ายในพื้นที่ด้วยตนเอง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค