AMD เผยความต้องการกราฟิกการ์ดเพิ่มสูงขึ้น เพราะคนซื้อไปทำเหมืองขุดเงินดิจิตอล

ตัวแทนของ AMD ออกมาเปิดเผยว่าจากราคาของ Bitcoin และ Ethereum ที่เดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการกราฟิกการ์ด โดยเฉพาะรุ่น RX 570 และ RX 580 เพิ่มสูงมาก จนหลายรุ่นตอนนี้สินค้าขาดตลาดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม AMD ยืนยันว่าสินค้าของบริษัทยังเน้นกลุ่มลูกค้าเกมเมอร์เป็นหลักมากกว่า

นักวิเคราะห์จาก RBC มองว่าด้วยเงินลงทุนเทียบกับโอกาสการขุดเจอเงินดิจิตอล และราคาค่าเงินที่ยังสูงในปัจจุบัน ทำให้จุดคุ้มทุนอยู่ราว 3-4 เดือน จึงคุ้มค่าที่จะลงทุนในอุปกรณ์ ซึ่งหากระยะเวลาคืนทุนยังไม่เกิน 1 ปี ความต้องการกราฟิกการ์ดก็น่าจะยังสูงต่อเนื่องไปเช่นนี้

สำหรับราคาหุ้นของ AMD นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7% หลังจาก AMD ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าว

ที่มา: CNBC และ Reuters

ขาดทุนยับ! ถ้าไม่รู้จักทำสินค้าตอบโจทย์

ขาดทุนยับ! ถ้าไม่รู้จักทำสินค้าตอบโจทย์ นี่คือ 3 วิธี ทำสินค้าที่ใช่และเอาทุนคืนไม่ยาก

หลายครั้งเราอยากขายสินค้าขายดี หรือทำสินค้าที่คิดว่าต้องขายดีแน่ๆ แต่ความจริงสินค้ากับไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำให้ธุรกิจของเราเสี่ยงกับการจมทุนโดยไม่จำเป็น และต้องนั่งคิดหาสาเหตุว่าทำไมธุรกิจของเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ธุรกิจที่มีสินค้าที่ไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของเราล้มเหลว แต่ขอให้มองว่าเรากำลัง “ทดลอง” สินค้าตัวนั้น เมื่อการทดลองนั้นพลาดไป ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้

คำถามคือเราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง? นี่คือ 3 คำถามหลักๆที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนลุกขึ้นออกแบบสินค้าใหม่และสู้อีกครั้ง

1. จริงๆแล้วลูกค้า “ไม่” ต้องการอะไรกันแน่?

เราต้องรู้ว่าตอนนี้ลูกค้ามีปัญหาอะไรอยู่? มีอะไรที่ทำให้ลูกค้าหงุดหงิดกวนใจอยู่? สินค้าหรือบริการที่มีอยู่ในตลาดทำให้ลูกค้าไม่พอใจตรงไหน? ลองเขียนตอบออกมาเป็นรายการดูก่อน และลองเรียงลำดับดูว่าปัญหาความไม่พอใจข้อไหนที่สำคัญกับลูกค้ามากที่สุด

อย่าลืมว่าคำตอบที่เราได้มา มันยังเป็นการ “นั่งเทียนเขียน” อยู่ เป็นการคาดเดา เพราะเราไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้าในตลาดจริงๆ ดังนั้นก่อนที่จะฟันธงว่าคำตอบของเราถูกต้อง ให้ออกไปถาม(หรือสังเกต)ลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของเราหรือกำลังใช้สินค้าอื่นๆที่ใช้อยู่ว่ามีปัญหาในการใช้งานหรือไม่เราจะได้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น ได้คำตอบมากขึ้น เช็คคำตอบของเราว่าเข้าใจถูกหรือไม่ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องออกแบบฟีเจอร์ของสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วออกแบบฟีเจอร์ที่จำเป็นใส่เข้ามา

2. มีอะไรที่ลูกค้าต้องการจริงๆบ้าง?

ข้อนี้ไม่เหมือนข้อ 1 ที่สินค้าของเราต้อง “กำจัด” สิ่งกวนใจ แต่ข้อ 2 นี้เราต้องคิดให้ได้ว่าเวลาที่ลูกค้าใช้สินค้าอื่นที่มีอยู่ในตลาด ลูกค้าได้ประโยชน์อะไร “เพิ่ม” ขึ้นมาบ้าง ประโยชน์นั้นสำคัญมากแค่ไหน?

และทำเหมือนข้อ 1 เลย ลองเขียนตอบออกมาเป็นรายการดูก่อน ลองเรียงลำดับว่าประโยชน์อะไรที่สำคัญกับลูกค้ามากที่สุด ออกไปถามลูกค้าเพื่อเข้าใจ เช็คคำตอบ และได้คำตอบมากขึ้น ไม่เสี่ยงออกแบบสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์

3. สุดท้ายแล้ว “คุณค่า” ของสินค้าที่เราขายคืออะไร?

เพราะลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ในการใช้งาน หากสินค้าหรือบริการของเราแก้ปัญหาความกวนใจออกไปจากชีวิตและให้ประโยชน์กับชีวิตลูกค้าได้ สินค้าเราจึงมี “คุณค่า” พอในสายตาลูกค้าในที่สุด คุณค่าของสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับไล่ไปตั้งแต่การใช้งาน อารมณ์ไปจนถึงเปลี่ยนชีวิต

ฉะนั้น เราต้องอธิบายให้ได้ว่าลูกค้าจะกำจัดปัญหาและได้ประโยชน์จากสินค้าในที่สุดได้อย่างไร? เพราะ“คุณค่า” นี่แหละที่เป็นพื้นฐานของการออกแบบสินค้าและบริการที่ “ใช่” ทั้งหมด แล้วเราค่อยออกแบบพัฒนาฟีเจอร์ที่แก้ปัญหาและเพิ่มประโยชน์ให้ลูกค้า

หลังจากที่เรามีลิสต์ปัญหาและประโยชน์ของลูกค้าเรียงความสำคัญมากไปน้อยแล้ว และรู้แล้วว่าคุณค่าของสินค้าคืออะไร อย่างไรก็ตามคำตอบที่ว่าก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เราจึงควรทำ “Prototype” หรือสินค้าจำลองต้นทุนต่ำให้ลูกค้าได้ทดลองใช้

เพราะหากลูกค้าไม่ชอบขึ้นมา เราจะได้เรียนรู้และเข้าใจลูกค้ามากขึ้น กลับไปทบทวนคำตอบ ทำสินค้าจำลองตัวใหม่ให้ลูกค้าทดลองใช้ วนไปจนกว่าจะได้คำตอบที่ใช่และนิ่งที่สุด แล้วค่อยทำสินค้าตัวจริงออกวางขาย ยิ่งพลาดเร็ว ยิ่งได้เรียนรู้เร็ว ยิ่งได้สินค้าตัวสมบูรณ์แบบเร็ว และประสบความสำเร็จในที่สุดแบบประหยัดเงินด้วย

หาปัญหาที่ลูกค้าเจอ ประโยชน์ที่ลูกค้าอยากได้ ออกแบบสินค้าต้นแบบให้ทดลองใช้ ถ้าลูกค้าลองใช้แล้วไม่ชอบตรงไหน ก็เรียนรู้และพัฒนาสินค้าต้นแบบตัวใหม่วนไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกค้าตัวแทนจะชอบในที่สุด เท่านี้เราก็จะได้สินค้าที่ใครๆในกลุ่มเป้าหมายก็อยากได้แล้ว

แหล่งที่มา https://www.invisionapp.com/blog/designer-value-proposition/

เทรนด์ที่เกิดขึ้นในยุค “สังคมความเสี่ยง”

เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่นักการตลาดสามารถนำมาประยุกต์สร้างสรรค์แคมเปญของคุณให้โดนใจผู้คนในยุค “สังคมความเสี่ยง” ได้มากมาย อาทิเช่น

1.การสะท้อนย้อนคิด

คนสมัยใหม่ครุ่นคิดถึงเรื่องของตัวเองมากขึ้น พวกเขาเฝ้าคิดว่าการเรียน การเดินทาง การใช้ชีวิต การกินอยู่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ผ่านมามันดีหรือแย่อย่างไร มีอะไรที่พวกเขายังต้องการปรับเปลี่ยนหรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจ “เพื่อตัวเอง” จะโด่งดังมาก เช่น ฟิตเนส อาหารคลีน เครื่องสำอาง อาหารเสริม ตัวอย่างของโฆษณาที่น่าสนใจที่หยิบยกเอาคอนเซปต์สะท้อนย้อนคิดไปใช้ยกให้กับ Collect Your Magic Moments with Bangkok Airways ของ Bangkok Airways ซึ่งเป็นการสะท้อนย้อนคิดว่าการท่องเที่ยว การเดินทางเปิดโลก การได้รู้จักผู้คน แท้จริงแล้วก็คือการหวนกลับมารู้จักตัวเอง สร้างคุณค่าให้กับตัวตนที่แท้จริงภายใน

2.หวนซบอดีตอันแสนหวาน

โลกแห่งความเสี่ยงรอบกายช่างน่ากลัว ผู้คนจึงอยากหวนกลับไปหาอดีตแสนหวาน หาความทรงจำของโลกใบเก่าที่ทุกอย่างไม่ต้องแข่งขัน สายสัมพันธ์ครอบครัวแข็งแรง มีความรักความเอื้ออาทรถึงกัน อยากมีบ้านมีชีวิตที่เรียบง่ายและเงียบสงบ ธุรกิจโหยหาอดีตอย่าง “เพลินวาน” ที่พาเราย้อนกลับปาหอดีตเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่พิสูจน์ถึงคอนเซปต์นี้เช่นกัน สำหรับงานโฆษณายกให้ สงกรานต์นี้ ทุกความทรงจำจะกลับมา ของ KFC Thailand ซึ่งเป็นการเดินทางของชายหนุ่มกลับไปหาพ่อและอดีตแสนหวานของตัวเองอีกครั้งครับ

3.พลังน้อยๆ เปลี่ยนโลก

เมื่อทุกคนมองสังคมอย่างมีความหวัง พวกเขาก็อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบสังคมใหม่ (social re-organisation) ดังนั้น แคมเปญที่เชิญชวนให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำดี ทำตัวเป็นประโยชน์ให้สังคม (แบบไม่ลำบากและยุ่งยากมาก) พร้อมเสริมภาพลักษณ์การเป็นคนน่าคบหาจึงเป็นเทรนด์ที่ไม่ควรมองข้าม ตัวอย่างคือ พลังดีเปลี่ยนโลก ของ Isuzu V-Cross Max 4X4

4.สังคมสุขภาพ

ผู้คนสมัยใหม่หันมาสนใจสุขภาพเนื่องจากการค้นพบโรคใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนค้นพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ไข้หวัดนก เชื้อเอดส์ ในวิถีทางที่คาดไม่ถึงแม้จะพยายามขจัดปัจจัยเสี่ยง ดังนั้น การหันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลจากภายในจึงเป็นเทรนด์ของสังคมแห่งความเสี่ยงปัจจุบัน แน่นอนว่าเจ้าแห่งโฆษณาลักษณะนี้ต้องยกให้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กับโฆษณา ลดพุงลดโรค ซึ่งให้ความรู้และเตือนถึงภัยที่มาจากโรคอ้วน

5.ความแน่นอนบนความเสี่ยง

ความเสี่ยงกับธุรกิจประกันภัยถือเป็นของคู่กัน แต่ปัจจุบันเมื่อทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยง “การรับประกัน” จึงถือเป็นจุดขายให้แก่ธุรกิจได้ ความน่าเชื่อถือ ความรวดเร็วตรงต่อเวลา และความมีมาตรฐานถือเป็นจุดขายที่โปรโมตได้อย่างงาน โอเลี้ยง…เพื่อนที่จะอยู่กับคุณตลอดไป ของ KTB Growing Together ที่บอกคุณว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น น้องหมาข้างกายจะเป็นเพื่อนรักที่ไว้วางใจได้เสมอ

แต่สุดท้าย คีย์หลักของโฆษณาในสังคมแห่งความเสี่ยงก็ยังเป็น “ความหวัง” ที่ต้องสร้างให้แก่ผู้บริโภค ให้ความรู้สึกว่าอนาคตไม่ได้เลวร้ายเกินกว่าที่เราจะใช้ชีวิต…ไม่อย่างนั้น แคมเปญของคุณก็คงหดหู่พิลึกใช่ไหม

Google เตรียมออกแอพฯ ใหม่ช่วยพ่อแม่ ควบคุมเด็กๆ ในการใช้อินเตอร์เน็ต

ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในโลกยุคดิจิทัลที่มือถือกลายเป็นทุกสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองแล้วก็นับว่าเป็นปัญหาหนักพอควร กับความกังวลในการเข้าถึงเทคโนโลยีของเด็กๆ ขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะติดตามว่าพวกลูกๆ ดูอะไร ทำอะไรกันบ้าง

ล่าสุด Google ได้พัฒนาแอพฯ Family Link สำหรับแอนดรอยด์ ขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของลูกๆ โดยแอพฯ ดังกล่าวจะช่วยพ่อแม่สร้าง Google account เพื่อใช้ในการมอนิเตอร์แอพฯ ต่างๆ ที่ลูกได้ใช้และยังบอกด้วยว่าใช้เวลานานแค่ไหนกับแอพฯ นั้นๆและเพื่อตรวจสอบว่าคุณสามารถใช้แอพฯ นี้ได้ต้องเช็คสิ่งนี้ก่อนค่ะ

ดีไวซ์ของลูกคุณจะต้องเป็นแอนดรอยด์รุ่นตั้งแต่ 7.0 Nougat หรือสูงกว่า
คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด Family Link ไปบนดีไวศ์และสร้างแอคเคาท์สำหรับเด็กๆ ขึ้นมา
จากนั้นคุณก็ต้องลงชื่อเด็กๆ กับแอคเคาท์ที่คุณได้สร้างขึ้นเพื่อเขาลงไป

เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำรายชื่อบัญชีแอพฯ ที่ดีกับแอพฯ ที่ไม่ดี ซึ่งเด็กๆ สามารถดาวน์โหลดลงบนดีไวซ์ของพวกเขาได้ และยังจะง่ายต่อการที่ผู้ปกครองจะรู้ว่าแอพฯ ไหนที่เป็นมิตรกับเด็กๆ

นอกจากนี้ ยังช่วยให้พ่อแม่ได้รู้อย่างชัดเจนว่าแต่ละแฮพฯ นั้นเด็กใช้เวลาอยู่นานแค่ไหน แล้วยังสามารถรายงานการใช้เป็นรายสัปดาห์ได้อีกด้วย หรือแม้แต่การตั้งเวลาจำกัดในการใช้งานของเด็กๆ ได้อีกด้วย รวมไปถึงการตั้ง lockdown การใช้งานเครื่องก็ยังได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แอพฯ นี้ยังอยู่ในช่วง preview ซึ่งผู้ปกครองสามารถที่จะลงชื่อเพื่อขอทดลองการใช้งานได้โดย คลิกที่นี่ Family Link

ที่มา thenextweb.com , techcrunch.com

กระทรวงการคลังเตรียมจะปรับโครงสร้างภาษีออนไลน์

กระทรวงการคลังเตรียมจะปรับโครงสร้างภาษีออนไลน์ เป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องตามหลักสากล เช่นเดียวกับหลายๆประเทศที่ได้เดินหน้ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในลักษณะนี้ไปบ้างแล้ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

โดยจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับ 5 กลุ่มเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่อีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada, Alibaba กลุ่มโซเชียลมีเดียที่มีรายได้จากโฆษณาอย่าง Facebook, Google และ YouTube รวมไปถึง กลุ่มเว็บไซต์จองที่พักโรงแรม, กลุ่มเว็บไซต์จองตั๋วคอนเสิร์ต และเว็บไซต์นายหน้าขายสินค้าและบริการ

ซึ่งแนวทางในการจัดเก็บภาษีนั้น จะเน้นไปที่การทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก โดยกำหนดแนวทางการพิจารณาเอาไว้คือ หากเปิดเว็บไซต์เพื่อทำการซื้อขายสินค้าบนเว็บไซต์แล้ว เจ้าของเว็บไซต์จะต้องจดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรเท่านั้นถึงจะสามารถทำธุรกิจในไทยได้ ถึงแม้จะมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในต่างประเทศ ก็จะต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง แต่หากไม่มาขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรแล้วเว็บไซต์เหล่านั้นก็จะถูกปิดถาวรทันที

กฎหมายดังกล่าวอยู่ภายใต้แนวทางการปฎิรูปโครงสร้างภาษีครั้งสำคัญของกรมสรรพากรที่จะต้องพิจารณาบนฐานที่รัดกุม เพื่อให้สามารถปิดช่องโหว่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จะได้จัดเก็บภาษีถูกคน และที่สำคัญคือต้องจัดทำให้รอบด้าน สามารถบังคับใช้ไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยคาดว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีนี้จะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลปัจจุบัน คาดว่าน่าจะภายในเดือนมีนาคมนี้

แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

การค้นหากลุ่มคนที่ใช่ Finding Your People

ผลสำรวจบอกว่า 74% ของเด็กไทย ชอบเข้าสังคมอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่เด็กไทยมองหาจาก “ความเป็นเพื่อน” ได้แก่ 28% ต้องการความซื่อสัตย์, 25% ต้องการความจริงใจ, 14% ต้องการความสุจริตหรือความตรงไปตรงมา สำหรับแบรนด์ ยังเป็น 3 สิ่งที่เขามองหาในตัวแบรนด์ อีกเช่นกัน

พฤติกรรมการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย พบว่า วัยรุ่นทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้ LIKE เป็นการประเมิณคุณค่าของตัวเองและตัวตนของเขา สำหรับเด็กไทยพบว่า 67% ของคนที่โพสต์สเตตัสขึ้นไป ถ้าได้ 50LIKE ขึ้นไป เขาถึงจะรู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากสเตตัสอันนั้น และสำหรับ ‘ภาพ’ ที่โพสต์ขึ้นไป 70% มองว่า ถ้าได้ 50 LIKE ขึ้นไปถึงจะรู้สึกว่าพอใจสำหรับภาพนั้น มีบางคนถึงขนาดที่ว่าถ้าได้ไม่ถึง 50LIKE ก็อาจจะพบโพสต์หรือภาพอันนั้นไปเลย
ผลสำรวจยังพบว่า วัยรุ่นยังมีพฤติกรรมในการเขียนคอมเมนต์ในเชิงลบค่อนข้างสูง โดยมาตรฐานโลกอยู่ที่ 20% ในขณะที่เด็กไทย เขียนคอมเมนต์ในเชิงลบ สูงที่สุดในเอเชีย ถึง 64% และสูงมากกว่ามาตรฐานโลกถึง 3 เท่า

สิ่งที่ทำให้วัยรุ่น มองว่าใครเจ๋ง (Look Cool) คือคนที่ทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น, ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และคนที่ชอบแหกกฎเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
เด็กไทย 78% ยอมรับว่าชอบใช้แอป ในการแต่งรูปเพื่อให้ภาพออกมาสวย ในขณะที่ 86% ยอมรับว่า ยังไม่พอใจกับภาพที่ลงในออนไลน์ ยังสามารถทำให้มันดีกว่านี้ได้
แอป แต่งรูปยอดนิยมที่วัยรุ่นไทยนิยมใช้ ได้แก่ Camera360, Fotorus, VSCO และ PhotoGrid
Landscape การใช้โซเชียลฯ มีเดีย สำหรับเด็กไทย Facebook กับ Line แทบจะเท่ากันเลย แต่วิธีการใช้กับแอปทั้งสองตัวนี้เทียบกันไม่ได้เพราะตอบโจทย์ที่ไม่เหมือนกัน โดยจะใช้ LINE เพื่อสนทนาสื่อสารกันรวมทั้งซื้อของขายของกันได้ด้วย แต่จะใช้ Facebook เป็นเหมือนการบันทึกชีวิต แต่ที่น่าสนใจมากคือเด็กไทยใช้ Instagramมากกว่าในระดับโกลบอลเสียอีก

เพื่อนยังคงมีส่วนสำคัญอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือนอกเหนือจากเพื่อน คือเด็กในยุคนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ชม” เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตอีกด้วย ดังนั้น สิ่งที่แบรนด์จะสามารถนำไปใช้ได้ก็คือ แบรนด์จะต้องคำนึงถึง “ผู้ชม” ของเขา ไมว่าจะเป็น เพื่อนในเฟซบุ๊ก, Follower ในอินสตาแกรม ฯลฯ คุณจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ เป็นคนที่เจ๋งในสายตาของผู้ชมของเขา

นอกจากนี้ สิ่งที่แบรนด์จะต้องทำคือ จะต้องสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์ที่แท้จริง ตอบสนองกลุ่ม Millennial อย่างรวดเร็วในแบบที่สัมผัสเข้าถึงได้ และที่สำคัญคือต้องทำให้ดูเจ๋งในสายตาของผู้ชม

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก กับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์

แม้ทุกวันนี้เราจะใช้ Social Media หรือสื่อออนไลน์ในชีวิตประจำวันกันอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับการทำธุรกิจนั้นต่างออกไป ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ และทักษะเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากที่สุด Spark Business จึงไดด้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ของธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมจัดทำเป็น Infographic ที่เห็นด้านล่าง มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กใช้ส่วนใหญ่คือ เว็บไซต์ (61%) ตามมาด้วย Facebook (54%), LinkedIn (22%), Twitter (11%) ตามมาด้วย Instagram และ YouTube (10%)

ทั้งนี้ เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้ มีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเพียง 56% ที่ใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางการในการทำตลาด และ 50% ได้เพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนแล้ว นอกจากนี้ มีเพียง 23% เท่านั้นที่ตั้งค่าเว็บไซต์ของตนเองให้เหมาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เมื่อเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแล้ว ช่องทางการชำระเงินก็เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ตอนนี้มีผู้ประกอบการส่วนน้อย (น้อยกว่า 5%) เริ่มวางแผนที่จะนำเสนอช่องทางการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนภายในปีนี้

สำหรับความกังวลในปีนี้ 1 ใน 4 ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ยังคงเป็นเรื่องวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ซึ่งก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งก็ตามไม่ทัน

ติดตาม MarketingOops!

สิ่งที่นักช้อปต้องการเห็นบนเว็บไซต์ eCommerce

การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกวันนี้ เว็บไซต์ ถือเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้บริโภคหรือนักช้อปออนไลน์เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่พวกเขามองหาเป็นอันดับแรก จากการวิจัยล่าสุดของ Episerver ที่สำรวจข้อมูลของผู้บริโภคจำนวน 1,112 คน ในสหรัฐฯ ช่วงเดือนตุลาคม 2016 เกี่ยวกับการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า 43% เมื่อเข้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ พวกเขาอยากเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า ตามมาด้วย 38% ต้องการสินค้า/บริการ และการแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตัวเอง และ 33% ต้องการข้อมูลของสินค้า/บริการ

ทั้งนี้ การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค เป็นสิ่งที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเขาเข้ามายังเว็บไซต์ และยิ่งหากมีการซื้อขายเกิดขึ้น แบรนด์ต้องทำให้พวกเขากลับเข้ามาอีกครั้ง เปลี่ยนลูกค้าขาจร ให้เป็นลูกค้าประจำ ผลสำรวจระบุว่า 38% ของกลุ่มสำรวจ ต้องการแบรนด์จดจำประวัติการซื้อ และ 25% อยากแบรนด์จำได้ว่าตัวเองสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการ

Source :marketingoops.com

Facebook เพิ่มวิธียืนยันตัวตนแบบใหม่ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์โดยไม่ต้องใช้ SMS

Facebook เพิ่มวิธีใหม่ในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานแอพมือถือ จากเดิมที่ใช้วิธีส่ง OTP ผ่าน SMS ไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ ท่าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือให้แอพ Facebook บน Android ขอสิทธิอ่านเบอร์มือถือของเครื่องนั้นๆ และถ้าหากเบอร์บนเครื่องตรงกับเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้กับ Facebook ก็จะยืนยันตัวตนได้ทันที

หากเบอร์บนเครื่องไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้ (เช่น เรามีหลายเครื่องหลายเบอร์) กระบวนการก็จะกลับไปเหมือนเดิมคือ Facebook ส่ง OTP ผ่าน SMS เพื่อให้เรายืนยันโค้ดตัวมืออีกที

ฟีเจอร์นี้เรียกว่า Instant Verification ไม่ได้จำกัดเฉพาะการล็อกอินบัญชี Facebook เองเท่านั้น แต่ยังเปิดให้แอพอื่นๆ ที่ใช้งาน Facebook Login ผ่าน Account Kit ใช้งานได้ด้วย

ที่มา – Facebook for Developers

พลังของ Data ที่เป็นมากกว่าแค่การรายงานผล

การใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นเป้นเรื่องสำคัญอย่างมากในปัจจุบันสำหรับนักการตลาดรุ่นใหม่ และนักการตลาดในแถบอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นหรือจีน ที่มีการใช้พลังของเรื่องดิจิทัลและเครื่องมือในการตรวจจับข้อมูลมากมายที่วิ่งผ่านอินเทอร์เนตเพื่อเอามาทำการคาดการณ์ตลาด ทำนายผล และสร้างสรรค์การตลาดที่นำหน้าคู่แข่งได้ ซึ่งแตกต่างจากการมองของนักการตลาดในแบบอดีตที่ไม่เชื่อในการทำดิจิทัลและข้อมูล และมองการทำข้อมูลเป็นแค่เพียงกันวัดผลขึ้นมา

ถ้าใครยังจำกันได้กับภาพยนต์เรื่อง The Enemy of the state ที่ NSA นั้นดักฟังข้อมูลต่าง ๆ จนสามารถควบคุมพฤติกรรมของเป้าหมายที่ต้องการได้ หรือใน Captain America ในภาค Winter Soldier นั้นก็มีการระบุในการใช้อัลกอลิทึมในการเก็บข้อมูลเป้าหมาย จากข้อมูลทางดิจิทัลต่าง ๆ ที่ถึงขั้นระบุว่าเป็นพิมพ์เขียวของคนต่าง ๆ ที่เฝ้าจับตาดูได้เลยว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรได้ แล้วควรจะต้องจัดการไหม นี้คือตัวอย่างสำคัญในการใช้ data ในภาพยนต์ที่หลาย ๆ คนดูแล้วไม่ได้คิดอะไร แต่ในความจริงแล้ว Data ที่ดีนั้นสามารถเอามาใช้เป็นข้อมูล Predictive ได้มากมาย และสามารถสร้างการตอบสนองในการเข้าไปปฏิสัมพันธ์หรือเปลี่ยนเกมทางการตลาดได้ก่อนใคร

จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนั้นที่ Donald Trump ได้รับการชนะคะแนนเสียงแบบ Electoral vote (ชนะคะแนนเสียงตัวแทนที่จะเข้าไปเลือกประธานาธิบดี) นั้นหลาย ๆ คนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการทำการหาเสียงแบบในประเทศไทย ที่ผู้สมัครนั้นลงไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ หาเสียง หรือมากกว่านั้นคือมีดีเบทกัน แต่เบื้องหลังจริง ๆ แล้วมีการใช้ข้อมูลเยอะมาก เพราะผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีไม่ว่าจะฝั่ง Hilary Clinton หรือ Donald Trump ต่างใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร และ เครื่องมือดิจิทัลมากมายเพื่อทำให้เกิดการหาเสียงและมีคะแนนนำในการวัดผลของโพล โดยมีการทำ Social War Room ที่ใช้ Social Media Listening และ Social Media Monitoring รวมทั้งการทำ Big Data ต่าง ๆ จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ สังคม ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งด้วยการทำข้อมูลจาก Social War Room ที่ Trump นั้นใช้จาก Cambridge Analytica นี้เองที่ทำให้ Trump นั้นชนะการเลือกตั้งคราวนี้ไปได้ ซึ่ง Cambridge Analytica ที่เข้ามาทำ Social War Room ให้ Trump นั้นเคยทำข้อมูลนี้มาก่อนให้ฝ่าย Brexit จนชนะมาด้วย

ด้วยการใช้ War Room นี้ สิ่งที่ Trump ได้มาไม่ใช่แค่การรายงานผลว่าสิ่งที่ทำไปในการหาเสียงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่เป็นข้อมูลมหาศาลที่เอามาใช้เป็น Predictive Data ได้อย่างมากมาย สิ่งที่ Cambridge Analytica ทำคือการรวบรวมข้อมูลนับพันล้านจากหลาย ๆ ส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Social Media ประวัติการใช้จ่าย การเป็นสมาชิกร้านค้า และการเป็นสมาชิกห้างต่าง ๆ พฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์ต่าง ๆ เพื่อนำมาสร้างเป็นแคมเปญการหาเสียงของ Donald Trump ออกมา ที่จะรู้ว่าคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงนั้นอยากจะได้ยินการหาเสียงเรื่องอะไร อยากให้พูดแบบไหน การหาเสียงแบบไหนถึงจะโดนใจคนฟัง และต้องไปพูดที่ไหน กับกลุ่มคนกลุ่มไหนด้วยเพื่อที่จะได้กระแสออกมา

Cambridge Analytica ที่ติดตามข้อมูลนี้สามารถแนะนำว่าถึงในระดับว่าผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงคนไหนเป็นคนสำคัญ และจะให้คนนั้น ๆ กลายมาเป็นกระบอกเสียงได้อย่างไร รวมทั้งการสร้างแคมเปญหาเสียงที่มีข้อความในการหาเสียงที่เจาะคนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เช่นกลุ่มศาสนา เรื่องปืน เรื่องเพศ เรื่องเชื้อชาติ และเรื่องปากท้องกับเรื่องงานทำ โดย Cambridge Analytica ใช้ข้อมูลจากดิจิทัลนี้ ข้อมูลผลสำรวจ ข้อมูลที่ได้จากภาคไฟแนนซ์ และผลทดสอบทางจิตวิทยา ให้ Machine Learning วิเคราะห์ออกมาเป็นรูปแบบโมเดลทางอัตลักษณ์บุคคล และหาว่าอัตลักษณ์แบบไหนที่ควรจะสนใจ และสร้างสื่อแคมเปญหาเสียงที่เจาะเข้าถึงคนนั้นเฉพาะเลย

ด้วยพลังของการใช้ Data ที่ถูกต้อง สามารถสร้างพลังของการทำงานทางการตลาดที่เปลี่ยนกลยุทธ์หรือปรับแต่งวิธีการทำงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้นไปอีก ลองนึกตัวอย่างของร้านค้าที่สามารถรับรู้ได้ว่า ผู้บริโภคนั้นจะซื้อของอะไรต่อไปในสัปดาห์หน้า แล้วร้านค้านั้นสามารถนำเสนอสินค้าตัวเองได้ก่อนใคร หรือการที่บริษัทท่องเที่ยวหรือโรงแรมรับรู้ได้ว่าจะมีคนเดินทางและคนนั้น ๆ ชอบอะไร ก็สามารถนำเสนอโปรโมชั่นที่ถูกใจคนนั้น ๆ และบริการที่เฉพาะคนให้เลือกมาเที่ยวโรงแรมหรือสถานที่ของตัวเองได้ นี้ยังไม่รวมถึงการทำ hypertargeted ผ่านทาง Online และ Social Media ที่เจาะเข้าไปในแต่ละคนที่จะได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน เพื่อนำเสนอแคมเปญทางการตลาดที่เฉพาะเจาะจงได้

พลังของ Data นั้นถ้าใช้ให้ถูกนั้น จะมีพลังมหาศาลและช่วยในการทำกิจกรรมทางการตลาดให้ได้มีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้นมากกว่าการใช้กึ๋นของตัวเองอย่างเดียว อย่าใช้ Data แค่เพียงรายงานผล แต่ใช้เพื่อทำการตลาดในการทำนายอนาคตแทน

ที่มา : MarketingOops!