การติดตั้งหลังคาไวนิลเพื่อใช้ประโยชน์ คุ้มแดดคุ้มฝนให้กับผู้อยู่อาศัย

การติดตั้งหลังคาไวนิลเพื่อใช้ประโยชน์ คุ้มแดดคุ้มฝนให้กับผู้อยู่อาศัย

แต่มีหลังคาอีกตั้งหลายชนิด ทำไมถึงต้องเลือกหลังคาไวนิล? หลังคาไวนิล…นอกจากใช้คุ้มแดดคุ้มฝนแล้ว ยังมีข้อดีอีกหลายประการที่ทำให้ผู้บริโภคนิยมเลือกใช้ ดังนี้
-มีความสวยงาม ติดตั้งง่าย และมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งาน
-ช่วยให้คุณประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้ เพราะคุณสมบัติเฉพาะตัวของไวนิลที่มีค่านำความร้อนต่ำ จึงมีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้ดี
-หลังคาไวนิลจะอยู่ทนทาน คุ้มแดดคุ้มฝนให้กับคุณยาวนานกว่า 10 ปี ด้วยคุณสมบัติที่สามารถทนต่อสิ่งต่างๆได้ดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด ทนต่อแรงกระแทกจากพายุฝน ลูกเห็บ หรือเศษกิ่งไม้ต่างๆ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำหลังคาไวนิลมีการเพิ่มสารเติมแต่งเข้าไป จึงช่วยให้มีความทนดังกล่าว
-ช่วยป้องกันไฟได้ เพราะเป็นวัสดุที่ทนความร้อนสูง นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องปลวก มอด หรือเชื้อราอีกด้วย
-เชื่อมต่อได้เรียบสนิท จึงไม่ต้องกังวลปัญหาการรั่วซึมหรือเสียงรบกวน
-ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากทำจากพลาสติกที่รีไซเคิลได้

ราคาค่าที่พัก คีรีวงเพิ่มสูงขึ้น (ให้ได้ราคาที่ดีที่สุด)

ราคาค่าที่พัก คีรีวงเพิ่มสูงขึ้น (ให้ได้ราคาที่ดีที่สุด)

ที่พัก คีรีวงหลายแห่งวางแผนที่จะขึ้นราคาห้องพักของพวกเขาในปีหน้าในขณะที่ส่วนใหญ่ของเจ้าของโรงแรมกล่าวว่าพวกเขามองในแง่ดีว่าจะสามารถทำกำไรได้ดี

เกือบครึ่่งหนึ่ง(47%) ของเจ้าของโรงแรมทั่วโลกวางแผนที่จะขึ้นราคาค่าห้องพัก
ที่พัก คีรีวงส่วนใหญ่กำลังปรับขึ้นราคาค่าห้องพักเพื่อชดเชยกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น (65%), ในขณะเดียวกันที่พักมากกว่า 1 ใน 3 ขึ้นราคาค่าห้องพักเพราะเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงที่พักของนตเองใหม่ (37%) และที่พักบางแห่งปรับราคาค่าห้องพักเพิ่มขึ้นเพราะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น (35%).
3 ใน 4 ของเจ้าของธุรกิจมองในแง่ดีว่าจะสามารถทำกำไรได้อย่างงาม พวกเขาส่วนใหญ่กล่าวว่าเป็นเพราะกิจกรรมพิเศษที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่น และการประชุมขนาดใหญ่ที่จะจัดขึ้นในย่านนั้นในปีหน้า (65%).
91% ของเจ้าของโรงแรมเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของการจองห้องพักตรงกับทางโรงแรมเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจของพวกเขาในอนาคต

ขาดทุนยับ! ถ้าไม่รู้จักทำสินค้าตอบโจทย์

ขาดทุนยับ! ถ้าไม่รู้จักทำสินค้าตอบโจทย์ นี่คือ 3 วิธี ทำสินค้าที่ใช่และเอาทุนคืนไม่ยาก

หลายครั้งเราอยากขายสินค้าขายดี หรือทำสินค้าที่คิดว่าต้องขายดีแน่ๆ แต่ความจริงสินค้ากับไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำให้ธุรกิจของเราเสี่ยงกับการจมทุนโดยไม่จำเป็น และต้องนั่งคิดหาสาเหตุว่าทำไมธุรกิจของเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ธุรกิจที่มีสินค้าที่ไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของเราล้มเหลว แต่ขอให้มองว่าเรากำลัง “ทดลอง” สินค้าตัวนั้น เมื่อการทดลองนั้นพลาดไป ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้

คำถามคือเราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง? นี่คือ 3 คำถามหลักๆที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนลุกขึ้นออกแบบสินค้าใหม่และสู้อีกครั้ง

1. จริงๆแล้วลูกค้า “ไม่” ต้องการอะไรกันแน่?

เราต้องรู้ว่าตอนนี้ลูกค้ามีปัญหาอะไรอยู่? มีอะไรที่ทำให้ลูกค้าหงุดหงิดกวนใจอยู่? สินค้าหรือบริการที่มีอยู่ในตลาดทำให้ลูกค้าไม่พอใจตรงไหน? ลองเขียนตอบออกมาเป็นรายการดูก่อน และลองเรียงลำดับดูว่าปัญหาความไม่พอใจข้อไหนที่สำคัญกับลูกค้ามากที่สุด

อย่าลืมว่าคำตอบที่เราได้มา มันยังเป็นการ “นั่งเทียนเขียน” อยู่ เป็นการคาดเดา เพราะเราไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้าในตลาดจริงๆ ดังนั้นก่อนที่จะฟันธงว่าคำตอบของเราถูกต้อง ให้ออกไปถาม(หรือสังเกต)ลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของเราหรือกำลังใช้สินค้าอื่นๆที่ใช้อยู่ว่ามีปัญหาในการใช้งานหรือไม่เราจะได้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น ได้คำตอบมากขึ้น เช็คคำตอบของเราว่าเข้าใจถูกหรือไม่ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องออกแบบฟีเจอร์ของสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วออกแบบฟีเจอร์ที่จำเป็นใส่เข้ามา

2. มีอะไรที่ลูกค้าต้องการจริงๆบ้าง?

ข้อนี้ไม่เหมือนข้อ 1 ที่สินค้าของเราต้อง “กำจัด” สิ่งกวนใจ แต่ข้อ 2 นี้เราต้องคิดให้ได้ว่าเวลาที่ลูกค้าใช้สินค้าอื่นที่มีอยู่ในตลาด ลูกค้าได้ประโยชน์อะไร “เพิ่ม” ขึ้นมาบ้าง ประโยชน์นั้นสำคัญมากแค่ไหน?

และทำเหมือนข้อ 1 เลย ลองเขียนตอบออกมาเป็นรายการดูก่อน ลองเรียงลำดับว่าประโยชน์อะไรที่สำคัญกับลูกค้ามากที่สุด ออกไปถามลูกค้าเพื่อเข้าใจ เช็คคำตอบ และได้คำตอบมากขึ้น ไม่เสี่ยงออกแบบสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์

3. สุดท้ายแล้ว “คุณค่า” ของสินค้าที่เราขายคืออะไร?

เพราะลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ในการใช้งาน หากสินค้าหรือบริการของเราแก้ปัญหาความกวนใจออกไปจากชีวิตและให้ประโยชน์กับชีวิตลูกค้าได้ สินค้าเราจึงมี “คุณค่า” พอในสายตาลูกค้าในที่สุด คุณค่าของสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับไล่ไปตั้งแต่การใช้งาน อารมณ์ไปจนถึงเปลี่ยนชีวิต

ฉะนั้น เราต้องอธิบายให้ได้ว่าลูกค้าจะกำจัดปัญหาและได้ประโยชน์จากสินค้าในที่สุดได้อย่างไร? เพราะ“คุณค่า” นี่แหละที่เป็นพื้นฐานของการออกแบบสินค้าและบริการที่ “ใช่” ทั้งหมด แล้วเราค่อยออกแบบพัฒนาฟีเจอร์ที่แก้ปัญหาและเพิ่มประโยชน์ให้ลูกค้า

หลังจากที่เรามีลิสต์ปัญหาและประโยชน์ของลูกค้าเรียงความสำคัญมากไปน้อยแล้ว และรู้แล้วว่าคุณค่าของสินค้าคืออะไร อย่างไรก็ตามคำตอบที่ว่าก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เราจึงควรทำ “Prototype” หรือสินค้าจำลองต้นทุนต่ำให้ลูกค้าได้ทดลองใช้

เพราะหากลูกค้าไม่ชอบขึ้นมา เราจะได้เรียนรู้และเข้าใจลูกค้ามากขึ้น กลับไปทบทวนคำตอบ ทำสินค้าจำลองตัวใหม่ให้ลูกค้าทดลองใช้ วนไปจนกว่าจะได้คำตอบที่ใช่และนิ่งที่สุด แล้วค่อยทำสินค้าตัวจริงออกวางขาย ยิ่งพลาดเร็ว ยิ่งได้เรียนรู้เร็ว ยิ่งได้สินค้าตัวสมบูรณ์แบบเร็ว และประสบความสำเร็จในที่สุดแบบประหยัดเงินด้วย

หาปัญหาที่ลูกค้าเจอ ประโยชน์ที่ลูกค้าอยากได้ ออกแบบสินค้าต้นแบบให้ทดลองใช้ ถ้าลูกค้าลองใช้แล้วไม่ชอบตรงไหน ก็เรียนรู้และพัฒนาสินค้าต้นแบบตัวใหม่วนไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกค้าตัวแทนจะชอบในที่สุด เท่านี้เราก็จะได้สินค้าที่ใครๆในกลุ่มเป้าหมายก็อยากได้แล้ว

แหล่งที่มา https://www.invisionapp.com/blog/designer-value-proposition/

กระบวนการกว่าจะมาเป็นหลังคาเมทัลชีท

ก่อนที่จะออกมาเป็นหลังคาเมทัลชีทนั้นต้องนำเอาแผ่นเหล็กไปทำการขึ้นรูปก่อน โดยจะแบ่งออกเป็นการขึ้นรูป 2 ชนิดคือ แผ่นเคลือบสี และ เคลือบอลูซิงค์โดยทั้งสองแบบนี้มีการรีดออกมาเป็นแผ่นบาง ๆ กรีดลอนที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

1. เมทัลชีทแบบเคลือบสี ตัวนี้ก็ต้องผ่านการเคลือบ Aluzincเหมือนกันก่อนที่จะนำมาทำสีออกมาให้เป็นแผ่นหลังคาเมทัลชีทที่มีความสวยงามตามขั้นตอนต่อไป การเคลือบสีนั้นมีอยู่ 3 วิธีคือ
1.1. เคลือบ PZACS เป็นการเคลือบสีแบบที่ไม่มีการรองพื้น
1.2. เคลือบ PRIMA เป็นการเคลือบแบบมีรองพื้น 1 ชั้น หนาขึ้นมาอีหน่อย
1.3. เคลือบ CLEAN COLOR BOND โดยมี 2 ชั้นด้วยกันจะหนาที่สุดแล้ว หนาประมาณ 12 – 25 ไมครอนเลย ยิ่งหนายิ่งทำให้มีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น

2. เมทัลชีทแบบเคลือบอลูซิงค์ เป็นการนำแผ่นเหล็กมาทำการเคลือบสังกะสี (Zn)จากเคลือบเข้ากับอลูมิเนียมอีกทีเพื่อเป็นการทำให้มันไม่พังง่าย หรือไม่เกิดเป็นสนิม จะมีความเงางามมีกว่าแบบแรก

ทั้งสองอย่างนี้เป็นกระบวนการก่อนที่จะนำเอาแผ่นเหล็กไปทำการรีดเพราะหากไม่เคลือบอะไรเลยก็ทำให้เหล็กนั้นเป็นสนิมและเปราะยางได้ง่ายมาก มันเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับเหล็กเมทัลชีทนั่นเอง

การออกแบบพรมปูพื้นรถยนต์

ด้านหน้า พรมปูพื้นรถยนต์ ออกแบบให้เป็นหลุมเพื่อดักน้ำหก หรือฝุ่นไม่ให้ กระจัดกระจาย และสันขอบเป็นลายเพรช ทั่วทั้งแผ่น สำหรับยึดเกาะเท้า ไม่ให้เท้าลื่น

ด้านหลัง พรมปูพื้นรถยนต์ ออกแบบให้เป็นหนาม ทั่วทั้งแผ่น สำหรับยึดเกาะ กับตัวพื้นรถ ไม่ให้ยางปูพื้นขยับ

ความยืดหยุ่นสูง ไม่เสียรูปทรง พรมปูพื้นรถยนต์ บีสกิน ทน อยู่ทรง ผลิตจาก

ยางสังเคราะห์ NBR เป็นเนื้อยางใช้ในอุตสาหกรรมหนัก ทนความร้อน ทนแรงฉีก ไม่เสียรูปทรงอายุใช้งานหลายปี

ทำอย่างไรให้ได้เงินในการทำธุรกิจตู้น้ำหยอดเหรียญ

คุณสมบัติ แนะวิธีทำกิจการตู้น้ำหยอดเหรียญ ให้ประสบความสำเร็จว่า

1.ขายในที่ไม่สะดวก จุดหลักของตู้น้ำหยอดเหรียญ คือ ที่ตรงไหนไม่มีความสะดวกตรงนั้นได้ขาย

2.หมั่น ดูแลตู้ สินค้าต้องเติมเสมอ ดูแลทำความสะอาด เพราะตู้ขายสินค้าไม่เหมือนตู้น้ำ ต้องมีการตรวจเช็ค และเติมสินค้าทุกวัน โดยเฉพาะตู้กาแฟ ที่ต้องมีการทำความสะอาดเป็นอย่างดี หากไม่ดูแล กิจการนี้ก็จะล้มเหลวทันที

3.เลือกสินค้าให้เหมาะกับตลาด เลือกสินค้าที่ลูกค้าชอบกิน เช่นว่าที่นี่มีกลุ่มลูกค้ากินเอ็ม 100 ก็ต้องเอาเอ็ม 100 มาใส่ตู้ หรือ ถ้าลูกค้าชอบดื่มโออิชิ หรือบางที่ชอบกินนมเปรี้ยว ต้องอ่านความต้องการของลูกค้าให้ออก

4.ต่อรองสินค้าให้ได้ต้นทุนถูก สินค้าที่นำมาขาย สามารถหามาเองได้ ดังนั้น หากสามารถหาสินค้าได้ราคาถูกและดี หรือ ถ้ามีจำนวนจุดเยอะ ก็อาจมีอำนาจต่อราคาที่ดีขึ้น ก็จะมีกำไรมากขึ้น

5.สถานที่ตั้งทำเงิน การเลือกทำเล ก็มีหลีกคล้ายกับร้านสะดวกซื้อ เช่น ถ้าตั้งในโรงาน ก็ควรมีพนักงานที่ 500-1,000 คน ถ้าเป็นสำนักงาน ก็ต้องมีความคึกคักในการสัญจรมาก แล้วต้องศึกษา สินค้าคู่แข่งด้วยว่ามีหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามความได้เปรียบของการค้าขายของผ่านตู้ก็คือ ย้ายทำเลใหม่ได้ ตัวเลขที่ทำเงินก็ควรจะขายไม่ต่ำกว่า 8,000 บาทต่อเดือน ถ้าลองตั้งแล้วไม่ทำเงิน ก็ย้ายออก ทำเลที่ควรเลือกสำรวจ ก็คือ โรงงาน สำนักงาน โรงเรียน หอพัก คอนโด โรงพยาบาล สนามบิน โรงอาหารพนักงาน สถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ สถานีรถขนส่งมวลชนต่างๆ เป็นต้น