สิ่งที่นักช้อปต้องการเห็นบนเว็บไซต์ eCommerce

การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกวันนี้ เว็บไซต์ ถือเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้บริโภคหรือนักช้อปออนไลน์เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่พวกเขามองหาเป็นอันดับแรก จากการวิจัยล่าสุดของ Episerver ที่สำรวจข้อมูลของผู้บริโภคจำนวน 1,112 คน ในสหรัฐฯ ช่วงเดือนตุลาคม 2016 เกี่ยวกับการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า 43% เมื่อเข้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ พวกเขาอยากเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้า ตามมาด้วย 38% ต้องการสินค้า/บริการ และการแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตัวเอง และ 33% ต้องการข้อมูลของสินค้า/บริการ

ทั้งนี้ การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค เป็นสิ่งที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเขาเข้ามายังเว็บไซต์ และยิ่งหากมีการซื้อขายเกิดขึ้น แบรนด์ต้องทำให้พวกเขากลับเข้ามาอีกครั้ง เปลี่ยนลูกค้าขาจร ให้เป็นลูกค้าประจำ ผลสำรวจระบุว่า 38% ของกลุ่มสำรวจ ต้องการแบรนด์จดจำประวัติการซื้อ และ 25% อยากแบรนด์จำได้ว่าตัวเองสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการ

Source :marketingoops.com

การเลือกซื้อเต็นท์ผ้าใบ

1. ก่อนที่จะทำการเลือกซื้อเต็นท์ผ้าใบนั้น เราต้องคิดเสมอว่ากิจกรรมที่เรากำลังจะเอาเต็นท์ผ้าใบไปใช้นั้นคืออะไรถ้ากิจกรรมที่เรากำลังจะไปทำนั้นเป็นแบบพวกแคมป์ปิ้ง เราก็ควรที่จะเลือกใช้เต็นท์ผ้าใบที่เป็นแบบอุปกรณ์ค่อนข้างดีหน่อย แม้ว่าจะมีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่ไปบ้างก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงเราก็เอาเต็นท์ผ้าใบหลังที่ว่านี้ขึ้นมาไว้บนรถหรือพาหนะที่ต้องใช้เดินทางอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องมานั่งกังวลกับเรื่องของขนาดและน้ำหนักเลยแม้แต่น้อยแต่ถ้าหากกิจกรรมที่เราต้องไปทำเป็นรูปแบบที่เราต้องมีการเดินทางด้วยเท้าเปล่า และจะต้องเอาเต็นท์ผ้าใบไปด้วยนั้น เราควรเลือกเต็นท์ผ้าใบที่มีน้ำหนักเบาไว้ก่อนจะดีกว่า

2. เลือกเต็นท์ผ้าใบที่สามารถใช้งานได้ตรงตามฤดูกาลต่างๆที่เราต้องการในข้อนี้นั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่าเต็นท์ผ้าใบแต่ละตัวจะใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการพักอาศัยในฤดูต่างๆ แตกต่างกันออกไป ได้แก่หน้าฝนควรที่จะคัดเลือกเต็นท์ผ้าใบที่มีตัวเนื้อผ้าที่เคลือบน้ำยาป้องกันน้ำได้หรือว่าจะคัดเลือกประเภทที่มีผ้าฟลายชีทติดมาในชุดเต็นท์ผ้าใบนั้นด้วยก็น่าจะดีมากที่สุดเลยก็เพราะว่าเนื้อผ้าประเภทนี้จะสามารถป้องกันน้ำฝนในตอนที่คุณหลับพักผ่อนได้ ส่วนเต็นท์ผ้าใบสำหรับหน้าร้อน ควรเป็นผ้าใบที่มีตัวเนื้อผ้าค่อนข้างจะบาง สามารถระบายกระแสลมได้ดี ส่วนเต็นท์สำหรับฤดูหนาวนั้น ควรเป็นเต็นท์ผ้าใบที่มีเนื้อผ้าเนื้อหนาสามารถกันกระแสลมในช่วงตอนที่กำลังนอนหลับได้ จะทำให้ผู้ที่นอนอยู่ในเต็นท์ผ้าใบนั้นไม่หนาวเหน็บมากนี่เอง

หมวกกันน็อคมีกี่แบบ

หมวกกันน็อคที่เราใส่ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่แบบสองแบบเท่านั้น แค่ลองสังเกตตามท้องถนนคุณจะพบว่ามีหมวกกันน็อกหลากหลายแบบเหลือเกิน ซึ่งหมวกกันน็อกตามมาตรฐานสากลแบ่งออกเป็น 5 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้

แบบเต็มหน้า (Full Face)

เป็นหมวกกันน็อคที่ออกแบบมาให้รับกับกะโหลกศีรษะของมนุษย์ ปกป้องครอบคลุมตั้งแต่ท้ายทอยไปจนถึงปลายคาง มีช่องเจาะบริเวณตาและจมูกเพื่อให้มองเห็นและหายใจได้สะดวก ปิดด้วยกระจกบังลม ซึ่งอาจมีสีที่แตกต่างกันออกไป แต่กฎหมายไทยระบุว่ากระจกบังลมต้องใสพอจะมองเห็นใบหน้าผู้ขับขี่ได้ ไม่เช่นนั้นก็อาจโดนปรับเช่นกัน นอกจากนี้ หมวกกันน็อกชนิดเต็มใบหน้ายังมีผลการวิจัยชี้ว่าสามารถปกป้องผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มักบาดเจ็บที่บริเวณคางมากถึง 35 เปอร์เซ็นต์

แบบออฟโร้ด, มอเตอร์ครอส (Off road, Motocross)

หมวกกันน็อคชนิดนี้ดัดแปลงมาจากแบบเต็มหน้าเพื่อใช้ขี่แบบออฟโร้ดโดยเฉพาะ มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับแบบเต็มหน้า โดยเพิ่มส่วนบังแดดและยืดบริเวณที่ปิดคางออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันโคลนที่ปลิวมาขณะขับขี่ แต่ได้ถอดกระจกบังลมออกเพื่อให้อากาศผ่านได้สะดวก ซึ่งผู้ขับขี่ส่วนใหญ่จะเลือกสวมแว่นตาครอบเพื่อป้องกันโคลนที่ปลิวเข้ามาด้วย

แบบเต็มใบหรือเปิดหน้า (Open face)

ในต่างประเทศเรียกหมวกชนิดนี้ว่าแบบ 3/4 ซึ่งก็เรียกตามรูปร่างของมันคือครอบคลุมหัวเพียง 3 ใน 4 เท่านั้น แต่เป็นหมวกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ว่าจะไม่สามารถปกป้องได้ทั้งใบหน้าก็ตาม หมวกชนิดนี้ จะมีกระจกบังลมครอบทั้งใบ ซึ่งช่วยป้องกันฝุ่นและแมลงที่อาจรบกวนการขับขี่ของเราได้

แบบโมดูลา (Modular)

เป็นหมวกกันน็อกรูปร่างแบบเดียวกับแบบเต็มใบ แต่สามารถพับส่วนคางขึ้นมาได้ พัฒนามาจากแบบเต็มใบซึ่งไม่มีที่ปิดคาง โดยหมวกชนิดนี้ได้รับความนิยมมากในหมู่ตำรวจในต่างประเทศ เพราะสามารถเปิดบริเวณปากเพื่อพูดคุยหรือแม้กระทั่งกินอาหารได้ทันทีโดยไม่ต้องถอดหมวก และยังให้การปกป้องบริเวณคางเช่นเดียวกับแบบเต็มหน้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามหมวกชนิดนี้ยังมีมาตรฐาน 2 แบบได้แก่ –P ซึ่งแปลว่าออกแบบให้ปกป้องบริเวณคาง กับ –NP แปลว่าไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับบริเวณคางนั่นเอง

แบบครึ่งใบ

มีลักษณะครอบเพียงด้านบนของหัวเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนที่หน่วยงานมาตรฐานทั้ง SNELL และ DOT กำหนดเป็นขั้นต่ำสุดสำหรับผ่านมาตรฐาน โดยหมวกชนิดนี้ได้รับความนิยมช่วงยุค 1960 ปัจจุบันหลายหน่วยงานในต่างประเทศยกเลิกมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับหมวกชนิดนี้แล้ว เนื่องจากไม่สามารถปกป้องส่วนท้ายทอยซึ่งมีความสำคัญได้

เว็บไซต์ประเภทซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ต้องรับจดทะเบียนบริษัท

เว็บไซต์ประเภทซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ต้องรับจดทะเบียนบริษัท
• มีระบบการสั่งซื้อ เช่น ระบบกรอกฟอร์ม ระบบตะกร้า e-mail หรืออื่นๆ
• มีระบบการชำระเงิน ออฟไลน์ หรือ ออนไลน์ เช่น การโอนเงินผ่านระบบบัญชี การชำระด้วยบัตรเครดิต หรือ e-cash , e-wallet เป็นต้น เป็นต้น
• มีระบบสมัครสมาชิก เพื่อรับบริการข้อมูลหรืออื่น ๆ โดยมีการคิดค่าใช้จ่าย (ถือเป็นการขายบริการ) เช่น บริการข่าวสาร/บทความ/หนังสือ การรับสมัครงานผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
• มีวัตถุที่ประสงค์หลักในการรับจ้างโฆษณาสินค้าหรือบริการของผู้อื่น และมีรายได้จากการโฆษณานั้น
• รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ หรือเพียงโฆษณาว่าเป็นผู้รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ เพราะถือว่าการออกแบบเว็บไซต์นั้นมีช่องทางการค้าปกติบนอินเทอร์เน็ต
• เว็บไซต์ให้บริการเกมส์ออนไลน์ที่คิดค่าบริการจากผู้เล่น (เจ้าของเว็บไซต์ต้องจดทะเบียน)
• เว็บไซต์ที่มีการส่งมอบสินค้าหรือบริการผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การ Download โปรแกรม เกมส์ Ringtone Screensaver SMS เป็นต้น

การพิจารณารถรับจ้างทั่วไปก่อนที่จะใช้บริการ

การที่เราจะเลือกรถรับจ้างมาขนย้ายของนั้นเราก็ต้องมีการหาข้อมูลกันก่อน และสิ่งที่ต้องพิจารณารถรับจ้างนั้นก็มีดังต่อไปนี้

1. ประสบการณ์ทำงานของผู้ประกอบการนั้นใช้ระยะเวลานานหรือไม่ สามารถเป็นเครื่องที่ช่วยการันตีในเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงานทางด้านนี้

2. ควรบริษัที่มีความทันสมัย มีการทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสามารถจัดการกับข้อมูลของลูกค้าไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน สามารถดึงดูดความสนใจให้กับลูกค้าได้ สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับเราได้

3. ในเรื่องของราคาก็มีความสำคัญควรเลือกบริษัทที่ราคาไม่สูงมากนักและความสมกับระยะทางในการขนย้ายสิ่งของ สินค้าต่างๆ ไม่ควรมีราคาที่แพงจนเกินไป

4. เลือกบริการด้วยการพูดจาไพเราะเสนาะหู พูดจาดี อ่อนน้อม และมีบริการเสริมต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คนยกของทั้งก่อนขนย้ายและเมื่อถึงตามที่หมาย โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเหนื่อยยกสิ่งของพวกนี้เอง

5. ควรโทรไปปรึกษาข้อมูลในการขนย้ายให้อย่างละเอียดและทราบถึงข้อมูลต่างๆ ของบริษัท แล้วพิจารณาการให้บริการด้านข้อมูลของบริษัทผู้ให้บริการเสียก่อน คุณลูกค้าควรที่จะเลือกผู้ให้บริการที่ค่อนข้างคุยง่าย เป็นกันเอง เพื่อให้ตรงใจคุณมากที่สุด