กรงสุนัขมีความจำเป็นในการเลี้ยงดูสุนัขอย่างไร

กรงสุนัข เป็นสถานที่พักพิง เป็นพื้นทีส่วนตัวทีปลอดภัยของสุนัข

หากท่านเจ้าของประสบความสำเร็จในการฝึกเจ้าตูบในการฝึกเจ้าตัวน้อยให้ชินกับการอยู่ในกรงแล้วละก็ พวกมันจะไม่คิดว่ากรงหรือคอกนั้นเป็นที่กักขังพวกมันอีกต่อไป หากแต่เป็นสถานที่แสนพิเศษ ทีใช้หลบหนีจากสิ่งรอบข้าง เป็นสถานที่พวกมันจะได้ใช้เวลาอย่างสงบ ผ่อนคลายในการพักผ่อนนอนหลับดีๆนี่เอง

คุณเจ้าของอาจจะแปลกใจที่พบว่า เหล่าสุนัขเห็นว่ากรงกลายเป็นสถานที่สุดโปรดที่แรกที่พวกมันคิดถึงเวลาพวกมันอยากหลบหน้าหลบตาออกจากสังคม หลีกหนีความวุ่นวายภายในบ้านโดยเฉพาะเด็กๆจอมตื๊อที่ชอบหาเวลามาแวะเวียนเล่นอยู่เสมอจนแทบไม่มีเวลางีบกันเลยทีเดียว

กรงสุนัข ที่คอยปกป้องอันตรายที่จะเกิดกับสุนัขยามเจ้าของไม่อยู่

กรงสุนัขหรือคอกสุนัขมีความจำเป็นในการเลี้ยงดูสุนัขอย่างไรเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลเหล่าสุนัขแสนรักยามที่เจ้าของไม่อยู่ โดยเฉพาะลูกสุนัขจอมซนที่อยู่ในช่วงอยากรู้อยากเห็นและสามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาวะอันตรายโดยไม่รู้ตัวได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ขณะที่เจ้าของกำลังทำธุระส่วนตัว เช่นอาบน้ำหรืออาจจะต้อนรับแขก การเอาเจ้าสุนัขตัวน้อยเข้าไปอยู่ในกรงก็จะช่วยลดปัญหา การทำลายข้าวของ หรือกัดแทะทำลายข้าวของบางอย่าง หรือกินอะไรที่ไม่ควรในขณะที่ท่านไม่อยู่ได้

ทุกๆปี มีสุนัขมากมายที่ประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต เนื่องจากการกัดแทะสายไฟ กินสิ่งของมีพิษ หรือกลืนกินสิ่งของที่วางทิ้งไว้ตามพื้นโดยไม่คาดคิด หรืออาจจะโดนรถชน โดยไม่คาดคิด ซี่งการเอาพวกมันไว้ในกรงหรือ/คอก ก็เหมือนเป็นการปกป้องจากเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

พลังของ Data ที่เป็นมากกว่าแค่การรายงานผล

การใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นเป้นเรื่องสำคัญอย่างมากในปัจจุบันสำหรับนักการตลาดรุ่นใหม่ และนักการตลาดในแถบอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นหรือจีน ที่มีการใช้พลังของเรื่องดิจิทัลและเครื่องมือในการตรวจจับข้อมูลมากมายที่วิ่งผ่านอินเทอร์เนตเพื่อเอามาทำการคาดการณ์ตลาด ทำนายผล และสร้างสรรค์การตลาดที่นำหน้าคู่แข่งได้ ซึ่งแตกต่างจากการมองของนักการตลาดในแบบอดีตที่ไม่เชื่อในการทำดิจิทัลและข้อมูล และมองการทำข้อมูลเป็นแค่เพียงกันวัดผลขึ้นมา

ถ้าใครยังจำกันได้กับภาพยนต์เรื่อง The Enemy of the state ที่ NSA นั้นดักฟังข้อมูลต่าง ๆ จนสามารถควบคุมพฤติกรรมของเป้าหมายที่ต้องการได้ หรือใน Captain America ในภาค Winter Soldier นั้นก็มีการระบุในการใช้อัลกอลิทึมในการเก็บข้อมูลเป้าหมาย จากข้อมูลทางดิจิทัลต่าง ๆ ที่ถึงขั้นระบุว่าเป็นพิมพ์เขียวของคนต่าง ๆ ที่เฝ้าจับตาดูได้เลยว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรได้ แล้วควรจะต้องจัดการไหม นี้คือตัวอย่างสำคัญในการใช้ data ในภาพยนต์ที่หลาย ๆ คนดูแล้วไม่ได้คิดอะไร แต่ในความจริงแล้ว Data ที่ดีนั้นสามารถเอามาใช้เป็นข้อมูล Predictive ได้มากมาย และสามารถสร้างการตอบสนองในการเข้าไปปฏิสัมพันธ์หรือเปลี่ยนเกมทางการตลาดได้ก่อนใคร

จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนั้นที่ Donald Trump ได้รับการชนะคะแนนเสียงแบบ Electoral vote (ชนะคะแนนเสียงตัวแทนที่จะเข้าไปเลือกประธานาธิบดี) นั้นหลาย ๆ คนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการทำการหาเสียงแบบในประเทศไทย ที่ผู้สมัครนั้นลงไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ หาเสียง หรือมากกว่านั้นคือมีดีเบทกัน แต่เบื้องหลังจริง ๆ แล้วมีการใช้ข้อมูลเยอะมาก เพราะผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีไม่ว่าจะฝั่ง Hilary Clinton หรือ Donald Trump ต่างใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร และ เครื่องมือดิจิทัลมากมายเพื่อทำให้เกิดการหาเสียงและมีคะแนนนำในการวัดผลของโพล โดยมีการทำ Social War Room ที่ใช้ Social Media Listening และ Social Media Monitoring รวมทั้งการทำ Big Data ต่าง ๆ จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ สังคม ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งด้วยการทำข้อมูลจาก Social War Room ที่ Trump นั้นใช้จาก Cambridge Analytica นี้เองที่ทำให้ Trump นั้นชนะการเลือกตั้งคราวนี้ไปได้ ซึ่ง Cambridge Analytica ที่เข้ามาทำ Social War Room ให้ Trump นั้นเคยทำข้อมูลนี้มาก่อนให้ฝ่าย Brexit จนชนะมาด้วย

ด้วยการใช้ War Room นี้ สิ่งที่ Trump ได้มาไม่ใช่แค่การรายงานผลว่าสิ่งที่ทำไปในการหาเสียงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่เป็นข้อมูลมหาศาลที่เอามาใช้เป็น Predictive Data ได้อย่างมากมาย สิ่งที่ Cambridge Analytica ทำคือการรวบรวมข้อมูลนับพันล้านจากหลาย ๆ ส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Social Media ประวัติการใช้จ่าย การเป็นสมาชิกร้านค้า และการเป็นสมาชิกห้างต่าง ๆ พฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์ต่าง ๆ เพื่อนำมาสร้างเป็นแคมเปญการหาเสียงของ Donald Trump ออกมา ที่จะรู้ว่าคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงนั้นอยากจะได้ยินการหาเสียงเรื่องอะไร อยากให้พูดแบบไหน การหาเสียงแบบไหนถึงจะโดนใจคนฟัง และต้องไปพูดที่ไหน กับกลุ่มคนกลุ่มไหนด้วยเพื่อที่จะได้กระแสออกมา

Cambridge Analytica ที่ติดตามข้อมูลนี้สามารถแนะนำว่าถึงในระดับว่าผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงคนไหนเป็นคนสำคัญ และจะให้คนนั้น ๆ กลายมาเป็นกระบอกเสียงได้อย่างไร รวมทั้งการสร้างแคมเปญหาเสียงที่มีข้อความในการหาเสียงที่เจาะคนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เช่นกลุ่มศาสนา เรื่องปืน เรื่องเพศ เรื่องเชื้อชาติ และเรื่องปากท้องกับเรื่องงานทำ โดย Cambridge Analytica ใช้ข้อมูลจากดิจิทัลนี้ ข้อมูลผลสำรวจ ข้อมูลที่ได้จากภาคไฟแนนซ์ และผลทดสอบทางจิตวิทยา ให้ Machine Learning วิเคราะห์ออกมาเป็นรูปแบบโมเดลทางอัตลักษณ์บุคคล และหาว่าอัตลักษณ์แบบไหนที่ควรจะสนใจ และสร้างสื่อแคมเปญหาเสียงที่เจาะเข้าถึงคนนั้นเฉพาะเลย

ด้วยพลังของการใช้ Data ที่ถูกต้อง สามารถสร้างพลังของการทำงานทางการตลาดที่เปลี่ยนกลยุทธ์หรือปรับแต่งวิธีการทำงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้นไปอีก ลองนึกตัวอย่างของร้านค้าที่สามารถรับรู้ได้ว่า ผู้บริโภคนั้นจะซื้อของอะไรต่อไปในสัปดาห์หน้า แล้วร้านค้านั้นสามารถนำเสนอสินค้าตัวเองได้ก่อนใคร หรือการที่บริษัทท่องเที่ยวหรือโรงแรมรับรู้ได้ว่าจะมีคนเดินทางและคนนั้น ๆ ชอบอะไร ก็สามารถนำเสนอโปรโมชั่นที่ถูกใจคนนั้น ๆ และบริการที่เฉพาะคนให้เลือกมาเที่ยวโรงแรมหรือสถานที่ของตัวเองได้ นี้ยังไม่รวมถึงการทำ hypertargeted ผ่านทาง Online และ Social Media ที่เจาะเข้าไปในแต่ละคนที่จะได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน เพื่อนำเสนอแคมเปญทางการตลาดที่เฉพาะเจาะจงได้

พลังของ Data นั้นถ้าใช้ให้ถูกนั้น จะมีพลังมหาศาลและช่วยในการทำกิจกรรมทางการตลาดให้ได้มีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้นมากกว่าการใช้กึ๋นของตัวเองอย่างเดียว อย่าใช้ Data แค่เพียงรายงานผล แต่ใช้เพื่อทำการตลาดในการทำนายอนาคตแทน

ที่มา : MarketingOops!

การแบ่งประเภทของเค้ก

เค้กแบ่งได้เป็นหลายประเภท ดังนี้

เค้กเนย (butter cake) ส่วนผสมหลักที่ทำให้ขึ้นฟูคือเนย โดยจะตีเนยกับน้ำตาลให้เป็นครีมฟูก่อน จึงเติมไข่ นม และแป้ง แบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด เช่น เค้กชั้น ฟรุตเค้ก และเค้กปอนด์ ซึ่งหมายถึง เค้กที่ทำจากแป้งสาลีหนึ่งปอนด์ น้ำตาลหนึ่งปอนด์และ เนยหนึ่งปอนด์

เค้กไข่ (foam cake) เป็นเค้กที่ขึ้นฟูโดยตีฟองอากาศเข้าไปในไข่ แบ่งย่อยเป็น 3 ชนิดคือ
ชิฟฟอนเค้ก (chiffon cake) เป็นเค้กที่ใช้น้ำมันพืชแทนเนย
เค้กไข่ขาว (angle food cake) ใช้ไข่ขาวล้วน ไม่ใส่ไข่แดงและไขมันใดๆ แต่ใส่น้ำตาลมาก
สปันจ์เค้ก (sponge cake) เป็นเค้กที่ตีไข่ทั้งฟองกับน้ำตาลให้ขึ้นฟู

มูสเค้ก (Mousse cake) เป็นเค้กที่ตีไข่ขาวหรือวิปปิ้งครีมให้ฟูก่อนจะผสมกับส่วนผสมอื่น ทำให้เค้กนุ่ม เบา มักใส่เจลาตินเพื่อช่วยให้คงรูป และต้องแช่เย็นไว้จนกว่าจะรับประทาน

ชีสเค้ก (cheesecake) เป็นเค้กที่มีครีมชีสเป็นองค์ประกอบหลัก มีทั้งแบบอบ และแบบไม่อบแต่ใสเจลาตินเป็นตัวช่วยให้คงรูปร่าง ต้องแช่เย็นเช่นกัน

เค้ก เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มักจะมีลักษณะหวานและผ่านกระบวนการอบ ซึ่งจะทำมาจากแป้ง, น้ำตาลตกแต่งหน้าเค้ก และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ไข่, แป้งสาลี, ผัก, ผลไม้ที่ให้รสหวานหรือเปรี้ยว เป็นต้น หรือส่วนประกอบที่มีไขมัน เช่น เนย, ชีส, ยีสต์, นม, เนยเทียม กะเพรา เป็นต้น และนิยมรับประทานเป็นของหวาน และฉลองในเทศกาลต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดและวันแต่งงาน ซึ่งในโลกมีตำรับหรือสูตรการทำเค้กเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตำรับการทำเค้กบางสูตรก็มีการสืบทอดการทำเป็นเวลาหลายศตวรรษ และเค้กนั้นยังเป็นอาหารหวานที่นิยมไปทั่วโลกอีกด้วย ปัจจุบันมีผู้สนใจที่อยากจะเรียนทำเค้กเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ มากมาย นะจ๊ะหนู อย่างเช่น เรียนเพื่อที่จะนำมาประกอบอาชีพเปิดร้านเค้ก เป็นต้น

ทำไมน้ำยาล้างเครื่องซักผ้าจึงสำคัญ

เครื่องซักผ้าที่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ สาเหตุหลักส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มาจากการสะสมของผงซักฟอกที่ตกค้างอยู่ภายในเครื่อง หรืออาจจะมาจากการปนเปื้อนจากเชื้อราในเส้นใยของผ้าที่ซัก

การล้างเครื่องซักผ้าจึงเป็นสุขอนามัยที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องการที่จะหลีกเลี่ยงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของเสื้อผ้าเมื่อสวมใส่
วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบนและวิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้า

ก่อนที่คุณจะทำการล้างเครื่องซักผ้า คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ถอดปลั๊กเครื่องซักผ้าออกแล้วเพื่อความปลอดภัย

วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบนและฝาหน้าสามารถทำได้ตามคำแนะนำทางด้านล่างนี้ โดยอุปกรณ์ที่คุณต้องเตรียมมีทั้งหมดดังนี้

ถุงมือสำหรับการทำความสะอาด
สเปรย์ทำความสะอาด
แปรงขัด
ฟองน้ำ
ผ้าสำหรับการทำความสะอาด
น้ำส้มสายชู

1) ทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอก

สำหรับท่านที่ใช้เครื่องซักผ้าฝาหน้า คุณควรทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มักจะเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียจากผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ติดค้างอยู่

การทำความสะอาดส่วนนี้ของเครื่องซักผ้า คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือของเครื่องซักผ้า

แต่โดยปกติแล้วการนำส่วนประกอบออกมานั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดายและไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ ในการไขออกมา

การทำความสะอาดช่องทั้งสองนั้น คุณสามารถใช้สเปรย์ฉีดทำความสะอาดพร้อมกับการขัดทั้งภายในและภายนอกด้วยการใช้แปรงขัด คุณสามารถนำแปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำความสะอาด แล้วนำส่วนประกอบในช่องใส่ผงซักฟอกออกมาตากหรือเช็ดให้แห้งก่อนที่จะนำกลับไปใส่ที่เดิม ในการทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอกนั้น ทางที่ดีควรหมั่นทำความสะอาดทุกๆ สองหรือสามเดือนเพื่อป้องกันเชื้อราหรือสารตกค้างจากผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม

2) การทำความสะอาดตัวกรองผ้า

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้าฝาหน้าหรือเครื่องซักผ้าฝาบน คุณควรตรวจสอบความสะอาดของตัวกรองผ้า ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกจากเครื่องซักผ้าอันเกิดจากการสะสมของเส้นใยผ้าหลังจากการซักในแต่ละครั้ง คุณสามารถใช้แปรงกวาดฝุ่นและสิ่งสกปรกออกให้หมดก่อนนำมาล้างทำความสะอาดอีกรอบ ก่อนที่คุณจะเปิดช่องกรองควรเตรียมผ้าขนหนูเพื่อรองรับน้ำที่ขังอยู่ภายในช่องกรองที่จะล้นออกมา

การทำความสะอาดตัวกรองผ้านั้นเราขอแนะนำให้ทำการเช็คทุกๆ สัปดาห์

3)วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้า- การทำความสะอาดขอบยางประตู

หากคุณใช้เครื่องซักผ้าฝาหน้า คุณควรตรวจสอบขอบยางของประตูเปิดปิด หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า ปะเก็นประตู

เพราะในการซักผ้าทุกครั้ง น้ำซักผ้ามักจะขังอยู่ทางด้านในระหว่างขอบยางซึ่งเมื่อหมักหมมนานวันเข้าอาจทำให้เชื้อราขึ้นได้ง่าย วิธีล้างเครื่องซักผ้าที่จุดนี้ คุณสามารถใช้ฟองน้ำเช็ดเพื่อทำความสะอาดน้ำและเชื้อราที่ยังขังอยู่ออกให้หมด

4) วิธีล้างเครื่องซักผ้าโดยการใช้น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูนั้นเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการล้างเครื่องซักผ้าที่มีกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ ก่อนอื่นให้คุณเสียบปลั๊กเครื่องซักผ้าเพื่อให้เครื่องซักผ้าทำงาน จากนั้นเทน้ำส้มสายชู 3 ถ้วยลงไปในถังและปรับอุณหภูมิของน้ำให้เป็นน้ำร้อน จากนั้นให้กดปุ่มซักโดยไม่ต้องมีเสื้อผ้าซักรวมอยู่ด้วย

วิธีล้างเครื่องซักผ้าโดยการใช้น้ำส้มสายชูนี้จะไม่ทำให้เครื่องซักผ้าของคุณมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูอย่างแน่นอน! แต่จะช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ได้อย่างหมดห่วง แต่หากคุณไม่มีน้ำส้มสายชู การล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำร้อนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการฆ่าเชื้อต่างๆ ที่อยู่ในตัวถังซักผ้าได้เช่นกัน

วิธีนี้สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องซักผ้าฝาหน้าและเครื่องซักผ้าฝาบน

5) การบำรุงรักษาเครื่องซักผ้า

สุดท้ายนี้คือวิธีการบำรุงรักษาเครื่องซักผ้าของคุณให้สะอาดอยู่เสมอ คุณควรตรวจเช็คสภาพเครื่องซักผ้าของคุณเป็นประจำทุกปี และอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าการล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำร้อนนั้นสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่จะมาทำลายสมรรถภาพในการซักผ้าและเครื่องซักผ้าของคุณได้

ทั้งนี้ เครื่องซักผ้าสมัยใหม่บางรุ่นนั้นได้ถูกออกแบบมาให้มีระบบการทำความสะอาดเครื่องในตัว เพราะฉะนั้นหากคุณเพิ่งซื้อเครื่องซักผ้ามาใหม่ คุณควรตรวจสอบดูจากคู่มือว่ามีโปรแกรมการทำความสะอาดเครื่องในตัวหรือไม่

ทีนี้คุณคงทราบแล้วว่าการรักษาเครื่องซักผ้าของคุณให้ปราศจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ และวิธีทําความสะอาดเครื่องซักผ้านั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย

เพิ่มเติม : http://www.na-nont.com/

จัดเตรียมอุปกรณ์ทำสบู่

1. เตรียมส่วนผสม: สบู่สกัดเย็นทำมาจากน้ำมัน, สบู่และด่าง เมื่อเราผสมส่วนผสมเหล่านี้เข้าด้วยกันและตั้งไว้ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม มันก็จะจับตัวกันเป็นก้อน กระบวนการนี้เรียกว่า “สะพอ” หลังจากนั้นเราก็ไปหาอุปกรณ์ทำสบู่ต่อไปนี้ตามร้านขายอุปกรณ์หัตถกรรมหรือร้านขาย ของชำ

2. เตรียมพื้นที่สำหรับการทำสบู่ เพียงแค่หาพื้นที่โล่งๆ ในห้องครัว เนื่องจากเราต้องอาศัยความร้อนจากเตาสำหรับส่วนผสมต่างๆ และเนื่องจากคุณจะต้องใช้ด่างและสารเคมีที่มีอันตราย จึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าในบริเวณรอบๆ ที่คุณจะทำสบู่นั้นไม่มีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยง หลังจากนั้นก็หากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูโต๊ะหรือพื้นที่ที่คุณเลือกไว้ และจัดเตรียมอุปกรณ์ทำสบู่ ซึ่งคุณสามารถหาซื้อออนไลน์ได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือร้านหัตถกรรมใกล้ๆ บ้าน

· แว่นตาเพื่อความปลอดภัย และถุงมือยาง
· เครื่องชั่งน้ำหนัก
· กาต้มน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่ ไม่ควรใช้อลูมิเนียม และหม้อที่พื้นผิวไม่เรียบ
· เหยือกแก้วหรือพลาสติกปากกว้าง สำหรับใส่น้ำและด่าง
· แก้วหรือถ้วยพลาสติกสำหรับตวง 2 ใบ
· ช้อนไม้หรือช้อนพลาสติก
· เครื่องปั่น จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก แต่ว่ามันสามารถช่วยร่นระยะเวลาในการกวนส่วนผสมได้
· เทอร์โมมิเตอร์แบบแท่งแก้ว 2 อัน ที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 80-100 องศาฟาเรนไฮน์
· แม่พิมพ์พลาสติกสำหรับการขึ้นรูปสบู่สกัดเย็น เราสามารถเปลี่ยนเป็นกล่องรองเท้า หรือแม่พิมพ์ไม้
· ผ้าขนหนูสำหรับทำความสะอาด

3. ศึกษาวิธีใช้ด่างอย่างปลอดภัย ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ด่างในการทำสบู่ เราควรอ่านวิธีใช้อย่างละเอียดเสียก่อน และควรปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับอันตรายจากด่าง ดังนี้

· ไม่ควรสัมผัสด่างโดยตรง หรือสัมผัสด้วยมือเปล่า เพราะจะทำให้ผิวหนังไหม้
· ควรสวมแว่นตาและถุงมือตลอดเวลาในขณะที่เรากำลังใช้งานด่างและสบู่ดิบ
· บริเวณที่เราอยู่ควรเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือเป็นพื้นที่ที่มีระบบระบายอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดควันจากด่าง

เฟอร์นิเจอร์ ติดตั้งกับที่ (Built-in Furniture หรือ Fixed Furniture)

Built-in Furniture หรือ Fixed Furniture หมายถึง เฟอร์นิเจอร์ ที่ได้รับการออกแบบ และ ติดตั้งสำหรับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เป็นการเฉพาะยากที่จะเคลื่อนย้าย และติดตั้งใหม่

ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ Built-in Furniture

มีความแข็งแรงสูงมาก เนื่องจากยึดเกาะกับอาคาร หรือ โครงสร้างอาคาร มีรูปแบบเฉพาะตัว หรูหรามีเอกลักษณ์เข้ากับสัดส่วนพื้นที่ สามารถติดตั้ง และดัดแปลงให้เข้ากับพื้นที่ต่างๆ ได้โดยไม่จำกัด
ลดปัญหาเรื่องการสะสมของฝุ่น เพราะจะมีการออกแบบ เฟอร์นิเจอร์ ให้สูง จนชนฝ้าเพดาน เพื่อประโยชน์การใช้สอยสูงสุด และป้องกันการสะสมตัวของฝุ่นได้เป็นอย่างดี

ข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์ Built-in Furniture

ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพราะว่าติดตั้งกับที่ และไม่สามารถเปลี่ยน รูปร่างและรูปแบบการจัดวางได้ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของ หรือต้องการย้ายที่อยู่ เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้ จะต้องถูกรื้อถอนทิ้ง โดยแทบจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก

ราคาของเฟอร์นิเจอร์จะมีราคาสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว รวมถึงจะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง เนื่องจากต้องใช้ แรงงานฝีมือ มาทำการ ติดตั้งที่หน่วยงานของลูกค้าเป็นการเฉพาะ

การติดตั้งต้องอาศัยช่างผู้เชี่ยวชาญในการทำงานให้ออกมาตามความต้องการทั้งรูปแบบและฝีมือ และในระหว่างที่มีการติดตั้งจะมีปัญหาเรื่องของฝุ่น กลิ่น ที่เกิดจากการติดตั้งรบกวนอีกด้วย

ทำไมสตาร์ทอัพตัวจริงไม่กลัวความล้มเหลวและไม่แคร์ความสำเร็จ

สตาร์ทอัพสามารถเป็นกลไกสร้างประเทศในอนาคตได้ มูลค่ารวมสตาร์ทอัพ 1-2 เจ้าอย่าง Google และ Facebook มากกว่า GDP ของบางประเทศเสียอีก ดังนั้นการที่สตาร์ทอัพจะทำให้เศรษฐกิจของชาติเข้มแข็งขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หากคนในชาติมีทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้ รักการเรียนรู้ เป้าหมายชัดเจน และรู้ขั้นตอนการลงมือทำที่ถูกต้อง แต่ทำไมสตาร์ทอัพตัวจริงไม่กลัวความล้มเหลวและไม่แคร์ความสำเร็จ? นี่คือคำตอบ

1. เพราะสตาร์ทอัพเริ่มจากการถามตัวเองว่า “ทำไม”: เริ่มจากการตั้งคำถามว่าทำไมโลกเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมโลกในอนาคตมันถึงไม่ดีขึ้น การตั้งคำถามกับปัญหาที่คนส่วนใหญ่เผชิญจึงเป็นแรงผลักดันให้สตาร์ทอัพลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ไม่ใช่เริ่มจากตัวเงินที่ทำกำไรหรือเทคโนโลยี แต่เป็นสตาร์ทอัพที่ยืนหยัดแก้ไขปัญหาให้ผู้คนและสร้างความแตกต่างได้ สตาร์ทอัพตัวจริงจึงไม่กลัวแพ้หรือไม่แคร์ความสำเร็จเลย

2. มีแนวโน้มที่จะมีปัญหากันเรื่องหุ้นส่วนและผลประโยชน์น้อยลง: ก็ในเมื่อสตาร์ทอัพไม่ได้ให้ความสำคัญกับเม็ดเงินเป็นอันดับแรก คนที่มาร่วมทีมด้วยจึงไม่ได้มาเพื่อ เงิน เขามได้มาเพราะคุณด้วยซ้ำ แต่เขามาเพราะคำถามของคุณ วิสัยทัศน์ของคุณ ภาระกิจที่คุณต้องการแก้ไขปัญหาให้คนส่วนใหญ่ ทำให้ทำงานร่วมกันได้เหนียวแน่นขึ้น นิยามของสตาร์ทอัพจึงกลายเป็นกลุ่มคนบ้ากลุ่มเล็กๆที่เห็นโลกต่างจากคนอื่น ที่มีพลังมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาให้คนอื่นนับล้าน

3. เพราะขั้นแรกของการการทำสตาร์ทอัพ คือการเข้าใจคนที่กำลังเผชิญปัญหา: เป็นไปไม่ได้ที่เราจะออกผลิตภัณฑ์ครั้งเดียวปัง แล้วโดนใจคนใช้เลย เราไม่สามารถ “มโน” เอาเองได้ว่าคนใช้ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ฉะนั้นก่อนที่สตาร์ทอัพจะออกผลิตภัณฑ์ จะต้องไปทดสอบสิ่งที่เรามโนหรือตั้งสมมติฐานก่อนแล้วค่อยไปถามคนที่มีแนวโน้มที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา (Early Adopter) เมื่อเข้าใจพวกเขามากขึ้น วิสัยทัศน์จะลึกซึ้งขึ้น มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนใช้ที่สุด

4. เพราะความล้มเหลวถูกแทนที่ด้วยการเรียนรู้เสมอ: เพียงแต่เราต้องรู้จักการตั้งคำถามที่ถูกต้องด้วย การตั้งคำถามในที่นี้ไม่ใช่แค่เขียนคำถามในการะดาษแล้วออกไปถามคนที่มีแนวโน้มจะให้ผลิตภัณฑ์ของเรา ในตอนเริ่มต้นเราต้องสร้างต้นแบบ (Prototype) ที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แล้วให้พวกเขาได้สัมผัสได้ใช้ หากเขาไม่พอใจ หรือด่ากลับมา ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวต้นแบบในครั้งต่อไป คิดเสียว่ามันคือการทดลองละกัน

ฉะนั้นยิ่งพลาดเร็ว พลาดมาก พลาดบ่อย ยิ่งต้องลุกขึ้นมาเร็วและแรงขึ้น เรียนรู้ ปรับตัวให้ไว และสำเร็จเร็วขึ้น

5. เพราะสตาร์ทอัพตัวจริงเป็นพวกดื้อด้าน:ในการเรียนรู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสักชิ้นจะต้องใช้เวลา เข้าใจ เรียนรู้ ระดมสมอง ทำต้นแบบ ทดสอบ ได้ความเห็น (หลายๆครั้งได้คำด่า) เรียนรู้ ทำต้นแบบใหม่ให้ได้ดีขึ้น 10% ทุกอาทิตย์ วนๆไปเรื่อยๆ ซึ่งกว่าผลิตภัณฑ์จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและสมบูรณ์จะต้องใช้เวลา 31 อาทิตย์หรือประมาณ เกือบๆ 8 เดือน ฉะนั้นใครที่ “Why?” ไม่แกร่งจริงๆ ใจเสาะเลิกไปก่อน ก็ล้มเหลวไป ฉะนั้นคนที่รอดคือคนที่แพ้ไม่เป็นเท่านั้น

แต่ก่อนที่จะลุกขึ้นไปทำสตาร์ทอัพเปลี่ยนโลกน่ะ นั่งลงก่อน เพราะก่อนที่จะไปเปลี่ยนโลกน่ะ เปลี่ยนตัวเองก่อนดีกว่า ฉะนั้นถามตัวเองให้ชัดก่อน ว่าตัวเองต้องการอะไร ภาพที่เรามองเห็นในอนาคตที่เราต้องการ มีความหมาย และบันดาจใจสุดๆน่ะคืออะไร และวันพรุ่งนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องจัดเต็ม แค่ 1 % ก็พอ เรียนรู้จาก 1% ที่ทำ เรียนรู้และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

พร้อมเปลี่ยนจากวัฒนธรรมที่เห็นความล้มเหลวเป็นเรื่องไม่น่าให้อภัย เป็นวัฒนธรรมที่ความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดาและเรียนรู้จากมัน

ที่มา : marketingoops.com

การเลือกรถจากเต็นท์รถมือสอง

พูดถึงรถเต็นท์ก็มีสองลักษณะ คือ รถที่เต็นท์ซื้อหรือรับเทิร์นมากับรถที่มีผู้มาฝากขายไว้ อย่างแรกจะสังเกตได้ง่ายคือรถเหล่านี้จะถูกปรับสภาพเสียจนเช้งวับ ทั้งภายนอกภายในรวมถึงห้องเครื่องยนต์

ส่วนรถฝากขายจริงๆ อย่างมากก็แค่ล้างขัดสี และทำความสะอาดภายในใหม่แค่นั้น ไม่ได้ทำอะไรมากจนกว่าจะขายได้แล้วค่อยตกลงกับผู้ซื้ออีกที แต่ก็มีบ้างที่เต็นท์รับซื้อรถมือหนึ่งจากเจ้าของมาแล้วบอกว่าเป็นรถฝากขายก็มี เพราะทำราคาได้ดีกว่ารถมือสองมือสาม

รถเต็นท์มีทั้งสภาพดีและสภาพทำให้ดูดี สังเกตง่ายๆ ได้จากราคารถ บางทีรุ่นเดียวกันปีเก่ากว่าแต่แพงกว่าปีใหม่ๆ ก็มี นั่นก็เพราะสภาพดั้งเดิมเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเวลาซื้อรถมือสองมันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวนัก

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการคิดค้นและพัฒนาชุดทดสอบเครื่องสำอางอย่างง่าย

ในช่วง 5 ปีทีผ่านมายังคงพบเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้ทั้ง 3 ชนิด ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามกฎหมายใหม่ด้านเครื่องสำอาง ของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายเครื่องสำอางอาเซียน กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ดังนั้นผู้ประกอบการต้องแจ้งและจัดทำแฟ้มข้อมูลของผลิตภัณฑ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก่อนผลิตหรือนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้การติดตามกำกับดูแลและแก้ปัญหาการใช้สารห้ามใช้ในเครื่องสำอางได้อย่างคลอบคลุมอันตรายจากสารไฮโดรควิโนนทำให้ผู้ใช้เกิดอาการระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย กรดเรทิโนอิกหรือกรดวิตามินเอ อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดงแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และสารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย อาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลงเกิดพิษสะสมของสารปรอททำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบดังนั้นประชาชนควรมีความรู้ในการเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยอ่านฉลากเครื่องสำอางก่อนซื้อทุกครั้ง เลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีขนาดและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้ได้หมดภายในเวลาสมควร และก่อนใช้เครื่องสำอางควรอ่านฉลาก ปฏิบัติตามวิธีใช้ คำเตือน รวมทั้งทดสอบการแพ้ก่อนใช้

พร้อมกันนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการเฝ้าระวังและพัฒนาการตรวจวิเคราะห์เครื่องสำอางมาอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันได้มีการคิดค้นและพัฒนาชุดทดสอบเครื่องสำอางค์อย่างง่าย ประกอบด้วย ชุดทดสอบไฮโดรควิโนน ทราบผลภายใน 5 วินาที ชุดทดสอบปรอทแอมโมเนียในครีมทาหน้า ทราบผลภายใน 5 นาที และชุดทดสอบกรดเรทิโนอิกในเครื่องสำอาง (กรดวิตามิน เอ) ทราบผลภายใน 1 นาที ซึ่งสามารถใช้ชุดทดสอบเบื้องต้นว่าเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้หรือไม่และเพื่อลดความเสี่ยงของการได้รับอันตรายจากเครื่องสำอาง โดยเป็นชุดทดสอบที่ให้ผลรวดเร็ว วิธีการใช้ง่ายไม่จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่ชำนาญเฉพาะ สามารถนำไปใช้ภาคสนามได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบคุมครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุขสามารถนำไปใช้คัดกรอง ความไม่ปลอดภัยของเครื่องสำอางที่จำหน่ายในพื้นที่ด้วยตนเอง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค

การเลือกซื้อรถมือสองของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า

สิ่งสำคัญที่จะทำให้การเลือกซื้อรถมือสองของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า ก็คือการเลือกรถที่มีคุณภาพดีอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้คุณทั้งประหยัดเงิน รวมถึงการไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อนำรถคันนั้นไปซ่อมแซมเพิ่มเติม เรามีวิธีการเลือกดูรถมือสองเบื้องต้นง่ายๆดังนี้

1. ดูกันตั้งแต่รถยนต์จอดอยู่ไกลๆ เพื่อดูรูปทรงของตัวรถทั้งหมด ว่ามีการเอียงหรือไม่ เช่น หลังคา หรือฝากระโปรง หรือกันชนท้าย ว่ามีการเอียง การยุบ หรือโค้งไม่ได้รูปทรงหรือไม่ เป็นต้น

2. สีของรถ ดูสีรอบคัน สังเกตสีที่แตกต่าง ความเรียบของผิวรถ ตำหนิต่างๆ เกี่ยวกับสี หรือว่าเคยทำสีมา ทำเพราะอะไร มีการชนมาไหมถึงได้ทำสีใหม่ หรือเจ้าของนำรถไปทำสีใหม่เพราะไม่ชอบสีรถเดิม ก็ต้องดูอย่างละเอียด หรือสอบถามถึงประวัติการทำสีกับเจ้าของ

3. เคาะฟังเสียง โดยการแอบไล่เคาะรถบางส่วนหรือรอบคันเพื่อฟังเสียง รถที่ทำสีแล้วมักจะมีการโป๊ว การโป๊วหนาย่อมหมายถึงอุบัติเหตุมาก เราสามารถเคาะดูเสียงที่แตกต่างกันได้ โดยการไล่เคาะฟังเสียงไปรอบๆ คัน

4. คานหน้ารถ ต้องเปิดฝากระโปรงหน้ารถดูว่า คานหน้าที่ยึดหม้อน้ำว่ามีการทำสีมาหรือไม่ มีการโป๊วสี หรือซ่อมมาอย่างไร สังเกตจากรูน็อตต่างๆ ต้องยังกลม และหมายเลขหน้ารถต้องยังมีความชัดเจน

5. ภายในรถ ดูความสะอาด กลิ่น เช่น เบาะสะอาด ไม่เก่าเกินไป เช็คเเอร์ว่ากลิ่นจะต้องไม่อับ และมีความเย็นทุกระดับ คอนโซล ด้านหน้าเป็นของเดิมจากโรงงานไหม รวมถึงการเช็คระยะกิโลการใช้งานของรถยนต์ เป็นต้น

6. เครื่องยนต์ เป็นหัวใจหลักสำคัญในการขับเคลื่อน สังเกตหาการซ่อมเเซม สตาร์ทเครื่องเพื่อฟังเสียง และหากรถคันนั้นมีบุ๊กเซอร์วิสจะเป็นการดีมาก เพราะสามารถดูประวัติการซ่อมได้ และดูด้วยว่ารถตรงกับเลขทะเบียนไหม และเลขไมล์ในตัวรถด้วย

เพื่อความคุ้มค่าในการเลือกซื้อรถมือสอง เราก็ควรที่จะตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อน